Profil von wiเศษกระดาษ_WiFotosBlogListenMehr Extras Hilfe

wi .

Beruf
Ort
Dieser Space enthält keine Musiklisten.

เศษกระดาษ_Wi

25 November

พรุ่งนี้อาจไม่มีอยู่จริง...

 
DSCF9284_resize
 
วันนี้ไปงานศพน้องชายของน้องที่รู้จักกัน
ฟังพระเทศอย่างตั้งใจ
ข้อความที่ท่านเทศน์ก็เป็นเรื่องทั่ว ๆ ไปเกี่ยวกับความตาย
สำหรับคนที่ไปงานศพอยู่เรื่อย ๆ ก็คงได้ยินได้ฟังจนคุ้นชิน
แต่ละคนที่ร่วมนั่งฟัง ต่างมีกิจกรรมแตกต่างกันไป
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผ่านมา ที่นั่งฟังอย่างตั้งใจ
พินิจพิจารณาตามเสียงเทศน์ที่ลอยผ่านเข้าหูมา
เริ่มคิดทบทวนชีวิตตามไป
 
ชีวิตคนเราก็แค่เท่านี้
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีวันพรุ่งนี้จริงหรือป่าว
 
ถ้าจู่ ๆ ข้ามถนน แต่ก้าวไม่ถึงอีกฟากฝั่งของถนนล่ะ
ถ้าออกจากบ้านขึ้นรถเมล์ แต่รถกลับไปไม่ถึงจุดหมายล่ะ
ถ้าลุกออกจากโต๊ะทำงาน แล้วพรุ่งนี้ไม่มีโอกาสกลับมานั่งเขียนหนังสือต่อล่ะ
ถ้าคืนนี้หลับไป แล้วไม่มีโอกาสลืมตาขึ้นมาล่ะ
 
อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่ พรุ่งนี้อาจไม่มีอยู่จริงก็ได้
ถ้าไม่มีพรุ่งนี้ล่ะ เราจะทำยังไง
 
หนังสือเล่มโปรดที่ยังอ่านค้างไว้
พ่อแม่ที่ห่วงเรามาตลอด เรายังไม่ได้บอกรักหรือเข้าไปกอดเลย
เพื่อนร่วมงานที่แสนดี ที่ช่วยกันมา ยังไม่ได้บอกขอบคุณเลย
เจ้านายผู้แสนใจดี คำนี้ก็ยังไม่เคยบอกเลย
เพื่อนรัก ที่พร้อมอยู่ข้าง ๆ เวลาเราร้องไห้  แต่เรากลับยังไม่เคยบอกมันเลยว่าเรารักมันแค่ไหน
ท้องฟ้า สายลม แสงแดด ยังไม่ได้มองให้เต็มตาเลย
 
คืนนี้ดึกมากแล้ว ไว้พรุ่งนี้
พรุ่งนี้จะไปกอดพ่อแม่
บอกรักและขอบคุณเพื่อนๆ
พูดชมเจ้านายจากใจจริง
และลืมตาดูท้องฟ้า สัมผัสถึงสายลม
และรับรู้ถึงแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้า
 
แต่ถ้าไม่มีพรุ่งนี้ล่ะ...
 
ปล.... ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงและพร้อมรับฟังกันเสมอมา ขอบคุณจริง ๆ
 
05 Juli

นักเดินทางสูงวัย กับ อาถรรพ์หมายเลข 7

ห่างหายการขีด ๆ เขียน ๆ ไปนาน จนมาตอนนี้ แทบจะนึกไม่ออกแล้วว่า เราจะเขียนอะไร
มานั่งคิดได้ว่า ทำไมถึงเลิกเขียน... เหตุผลอาจฟังแล้วตลก แต่มันไม่ขำสำหรับใครคนนึงอย่างแน่นอน
แต่อยากบอกไว้ลอย ๆ ว่า "โอเค คุณทำสำเร็จ คุณทำให้เราเลิกเขียนได้ เราอาจเลิกเขียน เพราะกลัวคำวิจารณ์และคำเปรียบเปรยของคุณ แต่สิ่งที่อยู่ด้านใน  มันไม่ได้หยุดนิ่งตลอดไป"
 
พักนี้มีเรื่องวุ่นๆ เกิดขึ้นมากมาย
ไม่น่าเชื่อว่า ช้านจะจับปากกาตรวจแก้งานชาวบ้านมาร่วม 7 ปีแล้ว
(ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า สร้างศัตรูไว้มากมายแค่ไหน หุหุ)
และที่สำคัญ เกือบเจออาถรรพ์หมายเลข 7 ไปเหมือนกัน
ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ใช่ว่าจะไม่เจอะเจอเรื่องราวหรือปัญหาชวนโลกแตกแค่ไหน
เราก็ยังคงสู้ได้ และเชื่อมาตลอดว่า เราต้องแก้ไขได้
แต่ไหงช่วงใกล้เลข 7 กลับรู้สึกว่า ทุกอย่างดำมืด หาทางไม่เจอ
กับภาวะที่น้ำตาหยดแหมะ ๆ ได้ง่ายขึ้น ทำให้เริ่มรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงทางสภาวะจิตใจ
เมื่อหาทางออกไม่ได้ ก็ต้องเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง
เราก็แค่นักเดินทางที่แวะพักในที่ที่นึงานเกินไป
นานจนเริ่มยึดติดว่า นี่คือ ที่ของเรา
และเมื่อคิดจะออกเดินทาง ก็ต้องค้นหาว่า ทางไหนที่ควรไป สำหรับนักเดินทางสูงวัยผู้นี้
และแล้วก็มีทางนึงเปิดขึ้นมา พร้อมข้อเสนอดี ๆ มากมาย ที่แตกต่างจากที่ที่เคยอยู่
อิ-ส-ร-ะ และ ค-ว-า-ม-ฝั-น
สองสิ่งนี้ คือสิ่งที่ทำไม่ได้ ณ ที่แห่งนี้
แต่ถ้าจากไป เจ้าของบ้านผู้ยังคงเอื้ออาทรอยู่เนือง ๆ จะเป็นอย่างไร
ผู้เดินทางที่แวะพักที่เดียวกัน จนคุ้นเคย จะป็นเช่นไร
บ้านที่แวะพักหลังนี้จะเป็นยังไง
บ้านหลังใหม่ กับหลังนี้ ก็เหมือนเวลากลางคืนกับกลางวัน ที่มาพร้อม ๆ กันไม่ได้
 
หลาย ๆ คนที่คิดจะลาออก ก็คงสับสนแบบนี้ไม่ต่างกัน
สุดท้าย ด้วยความยึดติด หรือความอ่อนแอของนักเดินทางสูงวัย
ทำให้เค้าตัดสินใจ อยู่นิ่งกับที่
กลับมาจมอยู่กับเรื่องเดิม ๆ ปัญหาเดิม ๆ และความกดดันเดิม ๆ
ความคิด อิสระ ความฝัน ทุกอย่างถูกฝังอยู่เช่นเดิม
 
เฮ้ออออ แล้วจะคร่ำครวญหาแมวอะไรฟระ ก็ตัดสินใจแล้วนี่นา
 
 
 
09 Februar

ฝากสำหรับฅนทำหนังสือ

ข้อความที่คุณกำลังจะได้อ่านต่อไปนี้ ไม่ได้เกิดจาการสร้างสรรค์ของข้าพเจ้าแต่อย่างใด  ข้าพเจ้าเป็นเพียงผู้คัดลอกและนำมาแปะแหมะไว้ที่นี่เท่านั้น... (ข้อความจาก http://www.bflybook.com/Article/BookMan/BookMan.htm)

 

อ่านไป ก็สะเทือนใจกันไป

 

######################

ฝากสำหรับฅนทำหนังสือ
มกุฏ อรฤดี

        การจะเรียนรู้ รู้จัก รู้สึก นึกคิด และทำหนังสือให้ดี ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดกันครั้งเดียวแล้วจบ ต้องใช้เวลาศึกษาเรียนรู้ไม่สิ้นสุด ข้อสำคัญก็คือ ต้องมีรากฐานด้านความงาม ภาษา เข้าใจความเรียบง่าย เข้าใจชีวิต สนใจและรู้จักมนุษย์ ใฝ่รู้วิทยาการ ทั้งสิ้นทั้งปวงอันประกอบขึ้นเป็นสังคมหน่วยเล็กหน่วยใหญ่ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต และไกลกว่าอนาคต 
        
ถ้าไม่มีพื้นฐาน ไม่มีความเข้าใจ ไม่มีสำนึกเรื่องหนังสือ และหารสนิยมด้านหนังสือไม่เจอ ต่อให้ไปงานบุ๊คแฟร์มาทุกประเทศ ปีละหลายครั้ง ไม่ว่าจะจัดบุ๊คแฟร์กันที่ไหน แฟรงค์เฟิร์ตบุ๊คแฟร์ โบโลญญ่าบุ๊คแฟร์ สิงคโปร์บุ๊คแฟร์ ไทเปบุ๊คแฟร์ โตเกียวบุ๊คแฟร์ และในไม่ช้าก็ไปบางกอกบุ๊คแฟร์ หรือแม้กระทั่งสากลโลกบุ๊คแฟร์ ก็ไปได้หมดไปได้สิ้น อยู่จนตลอดงานด้วย กลับมาพูดถึงอย่างภูมิใจว่าไปมาแล้ว ไปมาหมดแล้ว บอกได้ว่าประเทศนั้นดีอย่างนี้ ชาติโน้นดีอย่างนั้น---ครั้นถึงเวลาพิจารณาหนังสือ ทำหนังสือเอง เล่มไหนเล่มนั้น ดูไม่ได้สักเล่ม ทั้งด้านนอกด้านใน ไม่เคยได้ความตามมาตรฐานที่ควรเป็น ไม่ว่ามาตรฐานสากล หรือแม้แต่มาตรฐานไทย และไม่เคยคิดตั้งคำถามว่า ที่ชาติอื่นเขาทำหนังสือดี ทำหนังสือสวย หนังสือมีคุณภาพนั้น เขาทำกันอย่างไร ทุ่มเทความคิด ค้นคว้ากันแบบไหน---หากเป็นเช่นนี้ก็ป่วยการ สู้ไปเดินตามแผงหนังสือแถวประตูน้ำ ท่าพระจันทร์ ริมคลองหลอด หรือแม้แถวพระโขนง ก็ไม่ได้ เพราะทุกวันนี้หนังสือปกขาวหนังสือโป๊ในเมืองไทยของบางสำนัก พัฒนารูปแบบไปไกลกว่าสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ บางรายด้วยซ้ำ---นั่นแหละ หนังสืออีกประเภทหนึ่งที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอุตส่าห์ลงทุนส่งเสริมให้รักการอ่าน เพราะเขาบอกว่า อ่านอะไรก็ได้’--- 
        
นี่เป็นสิ่งพิสูจน์ว่า หนังสือมิใช่ สินค้า ตามปกติเช่นสินค้าอื่น ที่เพียงไปดูตัวอย่างในงานแสดง แล้วกลับมา เลียนแบบได้ลอกแบบได้--- 

       
หนังสือนั้น เลียนแบบอย่างไรๆ ก็ไม่เหมือน เพราะมี รสนิยมเกี่ยวข้องอยู่มาก 

       
และจะให้ฅนที่ไม่เข้าใจหนังสือไม่รู้จักหนังสือมาแนะนำก็ไม่ได้ เพราะแม้ถ้อยคำที่ถือเป็นหัวใจของการแนะนำก็เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นชั่วเป็นดี จะไปบอกเด็กๆ ว่า อ่านอะไรก็ได้---นั้น ในสากลจักรวาลนี้จะมีก็แต่ การมองเรื่องหนังสือ’ (แต่ไม่เห็น) ของเสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการแห่งประเทศไทยเท่านั้น 
       
ฅนทำหนังสือต้อง รู้สึกและ สำนึกผิดชอบชั่วดีจากภายใน อยู่ภายใน ต้องรักหนังสือด้วยใจ ไม่ใช่ด้วยปาก รักหนังสือด้วยวิญญาณ จึงจะเข้าใจจริง พิจารณาช้าๆ พินิจความรู้สึกของตนลึกๆ---มองหนังสือให้เห็นว่าเป็นสิ่งวิเศษอันดีงาม อย่าเห็นเป็นอื่น อย่าเข้าใจให้ไขว้เขวไป ไม่เช่นนั้นจะนึกถึงผลประโยชน์และสิ่งตอบแทนมาก่อน 


       
แน่ละ ผลกำไรเป็นสิ่งจำเป็นในการทำงานทุกประเภททุกชนิด แต่การทำหนังสือจะต้องนึกถึงมากกว่าผลกำไร 
        
การทำหนังสือ ควรมีความรักปูเป็นพื้น และซ้อนทับด้วยความรักหลายๆ ชั้น รักฅนอ่าน รักฅนเขียน รักฅนแปล รักฅนทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ ตั้งแต่หัวแถวชั้นต่ำไปจนถึงท้ายแถวชั้นสูง ฅนทำความสะอาดสำนักพิมพ์ ฅนรับส่งเอกสาร ฅนเรียงพิมพ์ต้นฉบับ ตรวจทาน ช่างแท่น ช่างพิมพ์ ช่างพับ ฅนเย็บกี่ไสกาว ฅนออกแบบปก ฅนวาดรูปประกอบ ฅนขายสายส่ง ฅนซื้อฅนอ่าน ฯลฯ ต้องระลึกนึกถึงทุกฅนด้วยความกตัญญูรู้คุณ รักด้วยความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลแท้จริง ไม่ใช่รักอย่างเอารัดเอาเปรียบ รักหนเดียวตอนนึกถึงผลประโยชน์ 

        
อย่าเอากำไรมาก่อน---อย่าเอากำไรเป็นตัวนำ อย่าเอาผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง 
        
แต่ก็มีอยู่ ฅนทำหนังสือบางฅนบอกว่า เขาเอาความรักเป็นตัวตั้งทั้งหมด--- 
        
ทว่า ความรักของเขาคือ ความรักที่ล้วนเพื่อตนเองเป็นที่ตั้ง! และเอาผลกำไรเป็นตัวคูณ!!---

 

        "หนังสือที่ผลิตออกมาด้อยคุณภาพนั้น มีจุดสรุปปลายทางอยู่ที่สำนักพิมพ์ เมื่อสำนักพิมพ์ไม่ใส่ใจการทำงานขั้นตอนต่างๆ หวังแต่จะให้หนังสือออกมาเร็ว หวังจะให้หนังสือขายดี หวังแต่ให้ได้กำไรมากๆ ผู้ที่รับเคราะห์ก็คือฅนอ่าน โดยเฉพาะฅนอ่านที่เป็นเด็กและเยาวชน"


       
ประเทศไทยยังขาดหนังสือ และขาดบุคคลผู้เกี่ยวข้องกับวงการหนังสือทุกด้านทุกทาง ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน บรรณาธิการต้นฉบับ บรรณาธิการต้นฉบับแปล ผู้ตรวจทานต้นฉบับ ผู้เขียนรูป ออกแบบปก เขียนรูปประกอบ จัดรูปเล่ม แม้แต่นักวิจารณ์หนังสือก็แทบจะกล่าวได้ว่า ไม่มีเลย’ 
       
หรือ กรรมการตัดสินต้นฉบับ’ ‘กรรมการตัดสินหนังสืออันเป็นบุคคลสำคัญในการพัฒนาส่งเสริมการเขียน ก็ขาดแคลน เมื่อขาดแคลน มีจำนวนน้อย ก็ส่งผลให้การพิจารณาต้นฉบับและหนังสือที่ส่งเข้าประกวดด้อยคุณค่าไปด้วย ดังเห็นได้จากหนังสือที่ได้รับรางวัลชนะเลิศรางวัลสำคัญหลายเล่ม มีข้อผิดพลาดด้านภาษาไทยและเนื้อหานับร้อยแห่ง ทั้งๆ ที่มีคณะกรรมการมากกว่า ๗ ฅน มีบรรณาธิการผู้ทรงคุณวุฒิ มีผู้เขียนคำนิยมที่มีชื่อเสียงลงชื่อรับรอง 
       
ที่ดูเหมือนจะมีมากในสังคมหนังสือปัจจุบัน เห็นจะได้แก่ นักแปล’--- แต่ นักแปลที่เข้าใจวิชาการด้านการแปล อย่างถูกต้อง ไม่ไขว้เขว แปลให้ผู้อ่านภาษาที่สองได้รับสิ่งที่สื่อสารในภาษาเดิมอย่างเท่าเทียม และใส่ใจต้นฉบับจริงๆ นั้น มีน้อยเต็มที 
       
ในวงการหนังสือแปลที่ดูเหมือนจะเติบโตอย่างรวดเร็วจึงน่ากลัว ไม่เพียงการแปลไม่ได้คุณภาพทัดเทียมต้นฉบับภาษาเดิม การแปลที่ต้องแข่งกับเวลาเพื่อให้พิมพ์เร็วๆ การจ้างแปลราคาถูกโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพต้นฉบับแปล เท่านั้น แต่ยังมีปัญหาใหม่ขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันในวงการหนังสือแปล เช่น การประมูลต้นฉบับภาษาต่างประเทศในราคาแพงเกินควร อันจะส่งผลให้หนังสือราคาแพงขึ้น และอัตราค่าลิขสิทธิ์ของต่างประเทศจะสูงขึ้นทั้งหมดในอนาคต (แต่ก็อาจเกิดผลดี ถ้าต้นฉบับต่างประเทศราคาแพงจนซื้อไม่ไหว---และก็ต้องมีข้อแม้อีกว่า นักเขียนไทยเขียนต้นฉบับที่มีคุณภาพทัดเทียมกับต้นฉบับที่ซื้อจากต่างประเทศ) 
       
ข้อบกพร่องผิดพลาดต่างๆ ที่รวมกันเข้า จนทำให้หนังสือที่ผลิตออกมาด้อยคุณภาพนั้น มีจุดสรุปปลายทางอยู่ที่สำนักพิมพ์ เมื่อสำนักพิมพ์ไม่ใส่ใจการทำงานขั้นตอนต่างๆ หวังแต่จะให้หนังสือออกมาเร็ว หวังจะให้หนังสือขายดี หวังแต่ให้ได้กำไรมากๆ ผู้ที่รับเคราะห์ก็คือฅนอ่าน โดยเฉพาะฅนอ่านที่เป็นเด็กและเยาวชน ที่ยังแยกแยะสาระสำคัญ เรื่องหนังสือไม่ได้ ลงท้ายกรรมก็ตกแก่เด็ก ที่รับและซึมซับสิ่งผิดสิ่งบกพร่องจากความไม่เข้าใจและความมักง่ายของผู้ใหญ่ นับแต่ชั้นอนุบาลเลยทีเดียว 

        ปัจจุบันนี้ดูเหมือนสำนักพิมพ์ต่างๆ จะเติบใหญ่ขึ้นมากจากหนังสือแปล--สำนักพิมพ์แทบทุกแห่งในประเทศไทย มุ่งพิมพ์หนังสือแปลกันมาก แรงจูงใจอย่างหนึ่งคือ การที่สำนักพิมพ์บางแห่งได้กำไรมหาศาลจากการพิมพ์หนังสือแปล ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ในอนาคตขอให้เฝ้าดูว่า เยาวชนที่เป็นผลผลิตจาก กำไรมหาศาลของสำนักพิมพ์ จะ ขาดทุนย่อยยับในด้านความรู้ความคิด สติปัญญา และความสำนึกถึงรากเหง้าแห่งตัวตน แม้ขณะนี้หลายต่อหลายฅนอาจเห็นว่าเด็กเหล่านั้นรู้จักโลกจากการอ่าน แต่หากพิจารณาให้ดี และเล็งไปถึงอนาคต ทำนายได้ว่า จำนวนไม่น้อยจะกลายเป็น รู้แบบไม่มีราก ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สืบมาในวงการหนังสือของไทย และจะสืบไป ถ้าไม่คิดแก้ทั้งระบบ 

        ประเทศไทยมีดีอยู่หลายอย่าง และสิ่งดีอย่างหนึ่งคือ ใครอยากตั้งสำนักพิมพ์ ถ้ามีทุนพอ ก็ตั้งได้ทันที นักเขียน และนักแปลจำนวนไม่น้อย มีสำนักพิมพ์เป็นของตนเอง แต่สิ่งที่น่ากลัวก็คือ การทำงานด้านหนังสือโดยไม่มีผู้ตรวจทานทุกขั้นตอน การไม่เชื่อระบบบรรณาธิการ ไม่เชื่อการตรวจสอบ เชื่อมั่นตนเองประการเดียว ดังที่นักเขียนเด็กไทย อายุ ๑๘ ปี ฅนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องภาษาผมไม่ปรึกษาใคร ผมคิดว่าเป็นงานของผม ภาษาก็ควรเป็นของผม ผมจะไม่ให้ใครมาชี้แนะเรื่องภาษาที่ผมเขียน...จะถูกหรือผิดก็ยังภูมิใจที่เป็นของเรา...’ 

       
หรือกรณีที่นักเขียนมีชื่อเสียงเข้าใจถ้อยคำภาษาไทยผิด แต่ยืนกรานจะใช้แบบผิดๆ ทั้งๆ ที่บรรณาธิการทักท้วง และท้ายที่สุด สำนักพิมพ์ก็ปล่อยให้ตีพิมพ์เป็นเล่มออกไปอย่างผิดๆ คนอ่านจำนวนหนึ่งอาจจะเชื่อว่า ที่ผิดนั้นคือ ถูกเพราะเป็นผลงานของผู้มีชื่อเสียง มีวิชาความรู้ และที่สำนักพิมพ์อยากพิมพ์ก็เพราะเชื่อว่าหนังสือนั้นจะขายดี มิได้ ปริวิตกว่า กำลังขาย สินค้าด้อยคุณภาพ’ ‘สินค้ามีสารปลอมปนอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคอย่างใหญ่หลวง (โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน) 

       
 เรื่องของฅนทำหนังสือ กระบวนการผลิตหนังสือนั้น มีรายละเอียดอันละเอียดอ่อนประณีตมากมาย ที่น่าสนใจคือ เมื่อผู้ผลิตหนังสือ หรือฅนทำหนังสือ ไม่เข้าใจว่าสิ่งละเอียดอ่อนอันประณีตเป็นสิ่งสำคัญอันจำเป็น และแล้วก็ตัดทอนหรือทิ้งไปหมด เพื่อย่นเวลาให้หนังสือออกได้เร็ว เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและลดต้นทุน ให้ได้กำไรมากๆ---จะเกิดผลทางลบต่อผู้อ่านอย่างไร มิได้คำนึงถึง 

       
ในโลกนี้ ไม่เคยปรากฏว่า มหาเศรษฐีฅนไหนที่ไม่ตาย---ล้วนแต่ตายทั้งนั้น และไปด้วยเสื้อผ้าชุดเดียวทุกฅน 
        ---
แล้วฅนทำหนังสือจะมัวคิดเพียงหาประโยชน์อะไรกันนัก เอาเปรียบอะไรกันหนา 
       
จะเอา ผลประโยชน์และ การได้เปรียบเป็นเครื่องค้ำชีวิตไปจนสิ้นโลก กระนั้นหรือ 
       
หนังสือต่างหากที่ยังอยู่---หนังสือต่างหากเล่าที่ไม่ตาย 

       
แต่ถ้าฅนทำหนังสือมัวแต่นึกถึงประโยชน์ รีบร้อนทำหนังสือเพื่อหวังผลกำไรอย่างเดียว หนังสือออกมาชุ่ยๆ ชั่วๆ นอกจากหนังสือนั้นจะกลายเป็นสิ่งประจานตนเองและวงศ์ตระกูล เป็นอนุสาวรีย์ด้านลบของฅนทำหนังสือแล้ว ยังเป็นเครื่องนำทางไปสู่นรกอีกด้วย---เพราะฅนข้างหลังจะสาปแช่งมิรู้จบรู้สิ้น ด้วยว่าการทำหนังสือแต่ละเล่มได้กร่อนโลกลงไปไม่น้อย ด้วยขบวนการและผลลัพธ์อันละเอียดอ่อนต่างๆ 


       
ไม่ว่าเราจะเป็นส่วนไหนของขบวนการทำหนังสือ หรือแม้เป็นเพียงฅนอ่านหนังสือ ก็ควรพิจารณาตรึกตรองหน้าที่ของตนให้ดี รักศักดิ์ศรี รักความเป็นมนุษย์ผู้รับผิดชอบ ที่จะไม่ทำหนังสืออย่างมักง่าย ไม่ซื้อหนังสืออย่างมักง่าย ไม่สนับสนุนฅนทำหนังสือที่เอารัดเอาเปรียบ ไม่เกื้อกูลฅนทำหนังสือที่มักง่าย ไม่เสวนากับใครก็ตามที่ทำร้ายวงการหนังสือเพียงเพื่อประโยชน์ตน 

       
ฅนทำหนังสือที่หวังผลประโยชน์อย่างเดียว โดยไม่นึกถึงผลเสียอื่นๆ ที่ตามมา ก็มิต่างจากฅนผลิตยาเสพติด 
        
แต่ยาเสพติด ๑ เม็ด เสพได้ฅนเดียว---ทว่า หนังสือ ๑ เล่ม อาจมีฅนอ่านนับสิบ นับร้อย นับพัน นับหมื่น--- 
        
เหล่านี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว อาจจะ ถูกบ้างเล็กน้อย หรือ ไม่ถูกเลยก็ได้ แต่อยากบอกให้ฟัง 

######################

           
บทสรุปการบรรยายในการอบรม วิชาหนังสือสำหรับบุคคลภายนอก ครั้งที่ ๑ จัดอบรมโดย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ระหว่างวันเสาร์ที่ ๑๐ สิงหาคม - เสาร์ที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕

 

 

ไม่น่าเชื่อว่า จะเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์บทสรุปคำบรรยายนี้

ทุกครั้งที่อ่าน เหมือนมีพลังบางอย่าง มาปลุกจิตวิญญาณ และความฝันที่มักเผลอหลับใหล

วิชาชีพ... จรรยาบรรณในวิชาชีพ ตื่นขึ้นอีกครา 

แต่สิ่งเหล่านี้จะต้านทานพลังเงินทุน และการแก่งแย่งในสังคมได้สักเท่าไร

จะอย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้ก็คือ ความฝันและความตั้งใจนั้น ยังอยู่ในตัวตน รอเพียงเวลาและโอกาสที่จะถูกปลุก  มันจะไม่ลืมเลือนลับหายไปอย่างแน่นอน

 

08 Februar

พี่แท็กซี่คร้าบ! พวกเราทำอะไรผิดอ่ะ

ลงไปคุยข้างล่างให้เสร็จไป

     ไม่น่าเชื่อว่า เกิดมาจนอายุจะก้าวพ้นวัยเลข "2" จะมาเจอคนไล่แบบนี้ อึ้งมาก ๆ

    ถนนสุขุมวิท เป็นถนนที่แท็กซี่หลาย ๆ คนเข็ดขยาย กว่าจะโบกเรียกจากเส้นนี้มุ่งหน้าไปบางนาตราดได้แต่ละที ก็แทบจะกราบกราน

     "พี่คร้าบบบบบบบ ช่วยไปส่งพวกเราที"

     ไม่รู้ว่า เพราะหน้าตาช้านเหมือนโจรนักหนา หรือช้านดูจะไม่มีเงินจ่าย หรือด้วยความเย่อหยิ่งของแท๊กซี่เมืองกรุง หรืออะไรก็ไม่รู้ แท๊กซี่มากมายหลายคันมักจะส่ายหัวไม่ไป 

     "พี่คร้าบบบบบบ แล้วพวกพี่ ๆ จะไปไหนกันคร้าบบบบบบบบบบบ" / "พี่ไปไหน พวกเราก็ไปนั่นแหละ"

     และแล้ว เหตุการณ์ซ้ำซากวนไปวนมา จนวันนี้  คืนวันศุกร์ เวลา 21.00 น. ริมถนนสุขุมวิท 31

     แท๊กซี่คันแรกที่พวกเราเรียก กลับยอมไปส่งแต่โดยดี  และด้วยความเมามันเฮฮาตามประสาสาว ๆ  พอก้าวขึ้นรถ เราก็เมาธ์ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ จากเรื่องส้มตำ ไปถึงความเผ็ดระดับต่าง ๆ ของอาหาร  วนรอบไปถึงงานการหลายอย่างที่เราต้องไปเจอผู้คน  และเรามักจะเลือกทำหน้าบึ้งตึงทันทีที่ลูกค้าต่างชาติเดินเข้ามา  กระทั่งความเปิ่นที่ตอบฝรั่งได้แค่ Yes/No ทั้งๆ ที่ฟังเค้าพูดรู้เรื่องหมด  แล้วเมาธ์วนไปถึงการเที่ยวต่างประเทศล่าสุดของพวกเรา ที่ยังพกพาความเป๋อเหรอ ไปคุยกับเค้าด้วยภาษางู ๆ ปลา ๆ ไม่รู้เรื่อง  และจู่ ๆ ที่รถมาถึงเอกมัย

     "ลงไปได้แล้ว"  พี่แท๊กซี่หน้านิ่งเอ่ยขึ้น เรียบ ๆ แต่กลบเสียงการสนทนาของสามสาว

     "ไรนะพี่"

     "ไป! ลงไปคุยข้างล่างให้เสร็จไป"

     อึ้งมั้ยครับ เพ่! ด้วยความงง ๆ พวกเราก็ก้าวจากรถ ทันทีที่คนสุดท้ายลง และปิดประตู ยังไม่สนิทดี แท๊กซี่ก็พุ่งติดจรวดออกไป เอ่อ...

     เกิดไรขึ้นหว่า...

     แต่ที่แน่ ๆ คือ ทั้งสามคนได้ยินคำเดียวกัน... มายืนงงอยู่ตรงเอกมัย เกิดไรขึ้น ช้านพูดไรผิด ช้านทำไรผิด ช้าน...  อะไรกันฟระ

     อึ้ง ทึ่ง เสียว ตาม ๆ กันไป

     หลังจากเรียกสติกลับคืนมาได้ ก็เรียกแท๊กซี่ใหม่  มาคราวนี้ สามสาวไม่มีใครกล้าพูดอะไรกันอีก กลัวอ่ะ กลัวโดนเชิญลงไปคุยข้างล่างอีก...

     เอาฟระ ข้อดีของเรื่องนี้คือ ประหยัดค่ารถไปเยอะเลยอ่ะ อิอิ  พวกเราเลยวางแผนกันแล้วว่า ต่อไปขึ้นรถปุ๊บ เราจะเมาธ์ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เสียงดัง ให้เค้าไล่ลงอีก

     แต่พี่คร้าบบบบบบ คราวหน้า จะไล่ผู้โดยสารลง พี่ช่วยหาเหตุผล ที่ไม่ทำให้พวกเรางงแบบนี้อีกได้มั้ยคร้าบบบบบบบบบ

ปล.  หลังจากเหตุการณ์นี้ กลับมาคิด ๆ ดู  เมื่อไม่นานมานี้ ก็เกิดเหตุการณ์คล้าย ๆ แบบนี้แล้ว

     พวกเราขึ้นรถแล้วเงียบบบบบบบบบบบบบ จนคนขับแท็กซี่หันมาถามว่า "นี่พวกคุณจะไม่คุยอะไรกันสักคำเลยเหรอ"...  พออ้าปากคุยกันไปได้คำสองคำ พวกเราก็กลับสู่ภวังค์และความเพ้อฝันของตัวเอง  จนแท็กซี่ถามอีกที...   เชื่อเลย ช้านโดนแท็กซี่สั่งให้คุย

01 Februar

จำไว้สุขทุกข์สักแค่ไหน ขึ้นอยู่กับใจ ของเรา...


หลังจากนั่งจมอยู่กับอารมณ์และความคิดของตัวเองอยู่ทั้งวัน
ปิดปาก ปิดหู ปิดตา ไม่สนใจสิ่งแวดล้อมที่เคลื่อนไหวไปมาอยู่รอบตัว
พยายามระงับอารมณ์บางอย่างที่พยายามจะแทรกตัวผ่านความเงียบที่พยายามให้เป็น
กระทั่งตกเย็น ใครคนนึง เดินมา พร้อมกระดาษที่พิมพ์ข้อความนี้ไว้
ได้มา สารภาพว่าไม่กล้าอ่าน เพราะรู้ว่า ต้องเสียน้ำตาแน่ ๆ แล้วก็เป็นจริง...
 
############################
 
หากเธอเหนื่อยล้า ผิดหวัง ชีวิตไม่เป็นเหมือนที่ตั้งใจ
ทุก ๆ สิ่ง และทุก ๆ อย่าง นั้นไม่เป็ฯเหมือนเคยฝันไว้
 
หากปล่อยชีวิตที่ผิดหวัง ให้นั่งอยู่ตรงนั้นตลอดไป
วันที่เธอเฝ้ารอคอยด้วยหัวใจ นั้นคงจะไม่มาสักที
 
อยู่ที่เธอนั้นจะกล้าเปิด
เปิดตา และเปิดหู และเปิดใจ
มองโลกด้วยมุมมองด้านใหม่ ไม่ว่าจะร้ายหรือจะดี
 
หากวันนี้สับสน วุ่นวาย และวกวนไปทุกที่
ลองมอง ลองเปลี่ยนมุมจากที่ยืนอยู่ตรงนี้...
เปลี่ยนจนเจอที่ที่ถูกใจ
 
หากเธอเหนื่อยล้าผิดหวัง ชีวิตไม่เป็นเหมือนดังฝันใฝ่
จะมีสุขหรือทุกข์เท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับใจก็เท่านี้...
จำไว้สุขทุกข์สักแค่ไหน ขึ้นอยู่กับใจ ของเรา
 
############################
 
ขอบคุณมากนะเพื่อน... สำหรับกระดาษแผ่นนี้
เพราะอย่างน้อย มันก็ทำให้รู้ว่า
ยังมีอีกคนที่เฝ้ามองเรา จากสิ่งที่เราเป็น ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปคิด
ขอบคุณจริง ๆ สำหรับเพื่อนที่กำลังจะจากไป...
16 Januar

เป็นไรไปเนี่ย... สังคมของช้าน

หลังจากห่างหายการบ่น ๆ ๆ ๆ ลงในนี้มานานแสนนาน
กลับมาอีกที ก็ยังคงบ่น ๆ ๆ ๆ แต่เพิ่มความสับสนของสังคมในปัจจุบัน
มันทำให้เริ่มคิดสับสนว่า นี่เราวิ่งตามไม่ทันกระแสสังคมยุคดิจิทัล
หรือว่า เราแก่เกินไป จนรับกับความเปลี่ยนแปลงแบบนี้ไม่ได้
เอ๊ะ หรือว่า โลกของเราแคบเท่ากะลา ทำให้มองไม่เห้นความเปลี่ยนแปลงนั้น
 
บ่นมามากมาย บ่นต่อเป็นรูปธรรมดีกว่า
สองปีมานี้ กระแสสังคม ผู้คนรอบข้าง ทำให้มุมมองเกี่ยวกับความรัก และเรื่องราวระหว่างคนสองคนเปลี่ยนไป
ทุกคนยังศรัทธากับความรัก ยึดมั่นกับสัญญาใจ และซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกกันแค่ไหน
คำว่า "ชู้" หรือเรียบเรียงใหม่ เป็น "กิ๊ก" เพื่อให้ทันโลกยุคมิลเลเนียม มันเริ่มวนเวียนอยู่รอบตัวเรา
ผู้คน ทั้ง เพื่อน พี่ และน้อง หลากหลายคน กลับของทันสมัย และอยากสัมผัสกับคำ ๆ นั้นกันนักหนา
ชายที่มีลูกเมียรออยู่ที่บ้าน ก็แอบมีกิ๊ก ควงกันไปโน่นมานี่ตลอดเวลาที่อยู่นอกบ้าน
ผู้หญิงก็แปลก รู้ว่า เค้ามีลูกมีเมียแล้ว ก็ยังเลือกที่จะเดินกับคนคนนั้น
 
ไม่รู้สิ ถึงจะไม่ถึงแต่งงานหรือมีใครเป็นตัวเป็นตน เป็นแค่แฟนกันก็ตาม
มันก็ไม่ควรทำไม่ใช่เหรอ
แต่สิ่งที่เห็น หลายต่อหลายคน ที่พยายามทำให้เราเห็นว่า
แฟนก็ส่วนแฟน กิ๊กก็ส่วนกิ๊ก มีไว้ควงสนุก ๆ ตอนอยู่ที่ทำงาน
จนบางครั้ง ถึงขั้นมีการพนันขันต่อระหว่างเพื่อน ๆ ว่า
จะทำให้บางคนมีกิ๊กให้ได้
คนที่ถือข้างมั่นใจว่า คนนั้นจะนอกใจแฟนเค้าได้ ก็พูดแข็งขันว่า จะหาทางทำให้ชนะพนันให้ได้
 
เรื่องแบบนี้มันพนันกันได้เหรอ
มันสมควรจะพนันและหาทางทำให้เพื่อนมีกิ๊กหรือชู้อย่างง้านเหรอ
 
หลายคนที่เราไปถาม อาจคิดว่า
เพราะเรานั่นแหละ มีปมบางอย่างในใจ ทำให้ไม่รับกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้น
หรือบางคนก็บอกว่า เรามีศีลธรรมสูงเกินไป
 
ปมที่ว่านั่นทำให้เรายึดติดง้านเหรอ
ศีลธรรมที่สูงส่งที่กล่าวอ้าง คงไม่ทำให้เราเคยทำไรผิด ๆ มาแล้วหรอก
 
แต่ ทำไมอ่ะ ทำไม...
28 Dezember

มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง

หลายคน คงเคยฟังเพลง แล้วอินไปกับมัน
หลายครั้ง ที่เราเอง ก็ยังเผลอ คิดว่า เพลงนั้น ถูกแต่งมาเพื่อตัวเราเอง
 
 
นี่ คือหนึ่งในไม่กี่เพลงของเรา
   เพลงที่ฟังครั้งแรก แล้วน้ำตาไหลออกมาแบบที่ไม่เป็นมานานแล้ว
   เพลงที่ฟังครั้งที่สองแล้ว อยากยกโทรศัพท์ขึ้นมา
   เพลงที่ฟังครั้งที่สามแล้ว อดไม่ได้ที่จะเหม่อมองฟ้า กวาดสายตาหาดาวดวงที่ว่า
แล้วก็พยายามที่จะคิดถึงใครบางคน 
ถึงแม้ดาวที่มองจะคนละดวง
แต่อย่างน้อย ก็มั่นใจได้ว่า เค้ายังอยู่ใต้ฟ้าผืนเดียวกับเรา
... มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง
 
 
มีแต่คิดถึง::   (เบิร์ด ธงชัย แมคอินไตย์)


เหม่อมองไกล ไปถึงดาว
ที่เคยจองเป็นดาวของเรา

ก็ยังคงอยู่ที่เดิมให้พบเจอ
อยู่ตรงนี้มองเห็นดาว

และดวงดาวคงมองเห็นเธอ
อย่างน้อยเราอยู่ใต้ดาวดวงเก่าเดียวกัน

*หวังว่าเธอคงสุขดี อยู่ตรงนั้นเจอสิ่งดีดี
ฉันคงมีเพียงสิ่งเดียวทุกวัน

มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง
อยู่ทุกครั้งที่มองดาว

มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง
เรื่องวันวานและฝันของเรา

มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง
และบ่อยครั้งก็ทำให้เหงา
คิดถึงเธอ....คิดถึงเธอ

(*)
เฝ้าแต่คิดถึง ได้แต่คิดถึง
สิ่งที่สองเราเคยมี


เฝ้าแต่คิดถึง ได้แต่คิดถึง
นึกทีไรก็ยิ้มทุกที

มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง
อยากให้เธอได้อยู่ตรงนี้

คิดถึงเธอ....คิดถึงเธอ
คิดถึงเธอ....คิดถึงเธอ
29 Oktober

วันนี้ ... วันเกิด

วันนี้ 29 ตุลา วันเกิด...

เหมือนคาดหวัง

เหมือนรอคอย

ไม่รู้เกิดอะไรกับชีวิตเหมือนกัน เหมือนแต่ละวันผ่านไปเร็ว

ไม่ใช่ว่า สุขมาก จนไม่รับรู้ถึงการเปลี่ยนของเวลา

อาจเป็นเพราะงานที่รุมเร้าและเร่งรัด

สามอาทิตย์เต็มที่แทบจะหลับไม่เต็มตา

จนมาถึงวันเกิดตัวเองแบบงง ๆ ยังดีที่ไม่ลืมว่าวันนี้วันเกิดตัวเอง

เพียงแต่ลืม...

ลืมใส่บาตร

ลืมเตรียมของขวัญสำหรับตัวเอง

ลืมเตรียมของขวัญสำหรับพ่อแม่ ที่ตั้งใจคลอดลูกดื้อ ๆ คนนี้ออกมา

ลืมเตรียมของขวัญสำหรับน้อง ๆ ที่ทนกับความเอาแต่ใจของพี่สาวคนนี้

ลืมเตรียมของขวัญสำหรับเพื่อน ๆ ที่ประคับประคองกันมาตลอด

ลืมเตรียมของขวัญให้กับสังคม ที่เราอยู่อาศัยและแอบเอารัดเอาเปรียบอยู่ตลอดเวลาทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ

...

หลายคนก็คงลืมวันนี้ไปเหมือนกัน

เคยแอบน้อยใจอยู่บ่อย ๆ ทำไมใครต่อใครลืมวันเกิดเราไปนะ

เฮ้อ แต่เอาเหอะ สำหรับปีนี้ เราเองยังลืมได้ นับประสาอะไรกับคนอื่น ที่ไม่ได้หายใจไปพร้อมกับเราล่ะ

...

เอาล่ะ ยังมีเวลาเหลืออีก 15 นาที ก่อนจะถึงเวลาเกิดจริง ๆ  (ห้าทุ่มห้าสิบห้า)

(ท่าทางคงใกล้แก่เต็มทน ถึงได้มาบ่นน้อยอกน้อยใจอะไรไม่รู้ เฮ้อ แก่ขึ้นอีกปีแล้ว)

 

ปล.

แต่สำหรับบางคน เราเคยเฝ้ารอให้เค้าจำวันนี้ได้

และในปีนี้เค้ากลับจำได้ แต่อาจเป็นการจำได้ที่เราไม่ต้องการอีกแล้ว สุดท้าย มันจึงพามาด้วยน้ำตา...

08 Oktober

กลับบ้าน... (คืนสู่เหย้า ชาวค่ายวิดยา#50)

เมื่อวาน (เสาร์ที่ 6 ตุลาคม) งานรัดตัวมาก เดินสายกินเลี้ยงเป็นว่าเล่น
          เกริ่นหัวได้เหมือนสาวสังคมชั้นสูงที่วัน ๆ เอาแต่ออกงานสังคม แต่จริง ๆ ไม่ใช่เล้ย
          ช่วงเช้า ไปงานเลี้ยงขอบคุณของบริษัท ฟังแค่ชื่อ ใครต่อใครคงนึกว่า "หัวหน้ากองบรรณาธิการ" คงได้ไปเดินเฉิดฉาย ทักทายนักเขียน นักแปล สื่อมวลชน หรือแขกอื่น ๆ  นั่นคงเป็นแค่ภาพฝันที่คนนอกคงวาดไว้  แต่ความจริงนะหรือ ด้วยตำแหน่งหัวหน้ากอง เลยได้เดินถ่ายรูปคนทั่วงาน ทั้งยืนถ่าย นั่งถ่าย ปีนถ่าย โอยสารพัดสารเพ  แต่โชคดีเป็นของหัวหน้ากองต๊อกต๋อย  ถ้าเป็นบก.บห.ต้องเฝ้าเครื่องคอม พาแขกไปเสียภาษี พาแขกเดินไปที่เวที พาลงเวที  และถ้าเป็นผู้จัดการสำนักพิมพ์ ก็ต้องไปเฝ้าพรีเซนเตชั่น
          ขำดีเหมือนกัน ไม่เห็นเหมือนในทีวีเลยอ่ะ ออกงานแบบนี้ ที่เคยเห็นในละคร ช้าน่าจะได้สิทธิ์แต่งสวย ใส่เกาะอกทำผมเดิ้น ๆ ใส่รองเท้าส้นสูงปรี๊ด ทาปากแดงแจ๋  แต่ไหง สภาพจริง ใส่เสื้อยืด เกงยีน รองเท้าเตี้ย ๆ หน้ามันแพล่บ  เฮ้อ สงสัยต่อไปต้องแยกแยะชีวิตจริงกับในละครซะแล้ว
 
          เสร็จจากงานบริษัทตอนบ่ายสามครึ่ง ก็รีบบึ่งมาสยาม เพราะนัดกับเพื่อนสนิทสมัยเรียนไว้ 2 นาง (สาว) ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกทำท่าจะนัดกัน 5 - 6 คน  แต่ช่างมัน แค่สามคน ก้เมาธ์กันได้สารพัด  เราตกลงกันเรื่องไปเวียดนามในสิ้นปีนี้เสร็จสรรพ นัดหมายกำหนดอะไรต่อมิอะไรไว้คร่าว ๆ รายละเอียดยังไม่มีอะไรมากมายนัก แต่ก็เป็นการยืนยัน นั่งยัน และนอนยันว่ ทริปนี้ของพวกเรา เหล่าสาวโสดจะไม่ล่ม (เหมือนชีวิตรักที่ไม่มี หุหุ)
          จากนั้น ใกล้เวลาหกโมง อันเป็นเวลาคืนสู่เหย้า พวกเราก็ย้ายก้นจากร้านเค้กแสนอร่อย ไปที่ชั้นสองของตึกจุล เดินขึ้นตึกด้วยแสงเทียน ที่ทำบรรยากาศได้ซึ้ง (แต่ไหงใจกลับคิดอยากเป่าเทียนวันเกิดล่วงหน้าฟระ *** แอบคิดในใจ วันเกิดช้าน มีคนทำเซอร์ไพรซ์ให้แบบนี้คงดี)  ขึ้นไปข้างบน ยังไม่ทันเข้างาน เสียงที่คุ้นเคยก็เล็ดรอดเข้ารูหู เสียงอึกทึกครึกโครม พูดคุย  ว้าว! นี่แหละ เด็กค่ายของแท้ ทำไรเสียงดังตลอด

    (<<< ทางเข้างาน)

      ทันทีที่เข้าไปถึง ก็เห็นเพื่อนตัวกลม (ที่ครั้งนึงเราเคยทำสนธิสัญญาท้าพนันแข่งกันลดน้ำหนัก แต่ทำได้ไม่ถึงสองเดือน เราสองคนก็สามัคคีคือพลัง ร่วมพร้อมใจกันฉีกสัญญานั้นทิ้ง แล้วตั้งน่าตั้งตามีความสุขกับการกินต่อไป) เรายืนดูรูปเก่า ๆ ที่น้องๆ ไปขุดออกมาจากกรุ แล้วติดห้อยไว้ที่ผนัง ขำดี รูปสมัยสาว ๆ หนุ่ม ๆ ของพวกเรา

   (<<< รูปครั้งสมัยยังหนุ่มสาว)

 
 
      จากนั้นเราก็ยืนเมาธ์กันตรงหน้างาน โดยลืมไปว่า นี่เรามางานคืนสู่เหย้า ต้องมีการลงทะเบียนและต่าง  ๆ นานา พอได้สติเลยไปรับเสื้อและที่ห้อย... (ไม่รู้จะเรียกไรอ่ะ หน้าตาคล้าย ๆ ที่ห้อยมือถือ)  แต่กว่าจะเคลื่อนย้ายจากจุดลงทะเบียน ก็ปาครึ่งชั่วโมง ที่เรายืนรำลึกความหลังกันไปมา  ระหว่างกวาดสายตาหาโต๊ะว่าง ก็พบว่า พี่ๆ ไม่ดิ ทั้งงาน มีทั้งรุ่น น้อง พี่ น้า อา ลุง ป้า มากันครบ

       

(^^^ กลับมาบ้านนั่งดูสองรูปนี้ เหมือนเกิดจราจลย่อม ๆ ขึ้นเลย ^^^)

      มารับรู้เอาทีหลังว่า รุ่นแก่สุด ๆ ที่มาคือ 18 โห คุณลุง คุณลุง diff เลขได้ ก่อนหนูจะท่อง ก.ไก่ ได้อีก  แต่น่าประทับใจนะ พี่ (ลุง) เค้าเป็นรุ่นแรกของชมรม จากการเล่าเรื่องของพี่ ๆ ทำให้รู้ว่า แต่ก่อน ชมรมค่ายมีสองค่าย คือ ค่ายหญิงกับค่ายชาย  จนต่อมายุบรวมกัน   พี่เค้าจะรู้มั้ยนะ ว่าสมัยของเรา ก็แทบจะเป็นค่ายผู้หญิง มีผู้ชายนับหัวได้เลย

          บรรยากาศโดยรวมของงานนี่โอเคเลย อะไรไม่รู้แหละ ได้เจอเพื่อนเก่าที่คุยกับถูกคอ เมาธ์กันได้เป็นเรื่องเป็นราว ถึงจะไม่เจอกันนานเป็นปี ก็คุยกันได้ ต่อกันติด เหมือนเพิ่งจะไม่เจอกันเมื่อวาน (ก็จะไม่เมื่อวานได้ยังไง วัน ๆ ก็คุยกัน และก็คุยกันแทบจะทุกวันผ่านตัวหนังสือในโลกยุคอินเทอร์เนต)

                 

  เสร็จจากกิน เล่นเกม และเมาส์กัน ก็มาถึงการร้องเพลงค่าย หุหุ เอาเข้าไปสิ ร้องกันตั้งแต่สองทุ่มถึงสี่ทุ่ม เจ็บคอมชะมัด  แต่ทุกคนก็ดูสนุกสนาน ร้องกันอย่างเมามัน สมกับที่เฝ้าครวญหากันมานาน  แต่ละคนคงไม่ได้ร้องเพลงแบบนี้ กับเพื่อนรู้ใจแบบนี้ กันมานาน นานแสนนาน  สรุปก็คือ เราร้องกันถึงสี่ทุ่ม ค่อยเลิกรากลับบ้าน เพราะหลายคนก็มากันจากต่างจังหวัด 

          ส่วนตัวเองน่ะ ไม่อยากให้เวลาหมุนเลยผ่านไปสักนิด  เพราะกว่าจะรวมตัวคนได้แบบนี้ กว่าจะได้เจอเพื่อนรัก น้องที่สนิท พี่ที่คุ้นเคย ก็นานแสนนาน เพราะแต่ละคน โตขึ้น มีภารกิจหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากมาย  แย่จัง ตอนเด็ก ๆ ยังมีอะไรที่ยังอยากทำมากมายแล้วไม่ได้ทำ  มาถึงตอนนี้ก็นั่งนึกเสียดาย
          เอาฟระ! ชีวิตต้องมีวันพรุ่งนี้ พรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้แน่ แล้วพบกันใหม่นะ พี่น้องบ้านค่าย

02 Oktober

อยู่ใต้ฟ้ากลัวอะไรกับฝน... ตะลอนชิม... ตลาดสวนหลวง

อยู่ใต้ฟ้ากลัวอะไรกับฝน...

          คำพูดประโยคนี้ช่างได้ใจจริง ๆ  ฝนจะตก แดดจะออก คนจะคลอดลูกห้ามกันได้ไม่ได้ฉันใด ก็ห้ามท้องร้องไม่ได้ฉันนั้น

          นั่งทำงานแบบงง ๆ ว่า ทำไมวันนี้นาฬิกามันเดินเร็วจัง ปุบปับก็ 11.20 น. แล้วรู้ตัวอีกทีก็ 17.00 น. จากนั้นไม่นาน ก็มีการชักชวนกันเกิดขึ้นว่า "จะเข้าเมือง ไม่อยากไปคนเดียว ไปด้วยกันมะ"  เท่านั้นแหละ คนใจง่ายอย่างเรา ก็ตอบตกลงในทันที ถึงจะปริ้นท์งานค้างไว้ ก็ช่างมัน ไว้ถ้าพรุ่งนี้ยังเป็นของเรา ยังไงก็ได้ปริ้นท์แน่ ๆ

          ออกจากออฟฟิศตอน 18.00 น. ฟ้าดินคงตกตะลึงว่า เหตุไฉนสองคนนี้ถึงออกมาได้ เลยแกล้งทำให้ฟ้ามืดตื๋อมาแต่ไกล  บอกแล้ว "อยู่ใต้ฟ้ากลัวอะไรกับฝน"  หลังจากนั่งรถไฟฟ้าเข้าเมือง เพื่อเดินตามหา "ร้านภูฟ้า" ที่ช่างแอบซ่อนตัวอยู่อย่างลึกลับที่สยามดิส เดินกันอย่างสะเปะสะปะกันสองคน ผ่านร้านอาหารที่เย้ายวนชวนให้เลี้ยวอยู่หลายร้าน เราทั้งสองก็ยังคงยืนหยัดมั่นคง มุ่งก้าวเดินต่อไป  กระทั่งเจอร้านเป้าหมาย  แต่ก็ไม่ได้อะไรติดมือกลับออกมาเลย สรุป ที่ตั้งใจจะทำ ก็ไม่ได้ทำ จะทำยังไงล่ะทีนี้ นาน ๆ สองสาวต่างจังหวัดจะหาญกล้ามาเหยียบแหล่งช็อปปิ้งกลางเมืองแบบนี้  หาไรกินดีก่า (นี่มักเป็นการสรุปที่ทุกคนพร้อมใจกันชูมือสนับสนุน)

          ปัญหาก็เริ่มเกิด... กินไรดีล่ะทีนี้  ร้านอาหารขึ้นชื่อมากมายอยู่ตรงหน้า เรากลับเลือกกันไม่ได้  ทันใดนั้น ความเป็นเจ้าถิ่นเก่าก็เริ่มสำแดงฤทธิ์ "ไหน ๆ ก็มาถึงนี่แล้ว ไปหาอะไรที่แถวบ้านเราไม่มีดีก่า (หุหุ ก็ช่างกล้าพูดไป ทำอย่างแถวสุขุมวิทสามหลักจะมีร้านหรูไฮโซไฮซ้อพวกนี้)...

          และแล้ว เราก็สรุปได้ตรงกันที่จะไป "ตลาดสวนหลวง"... ว่าแต่ ไปยังไงล่ะ  สมัยเมื่อยังละอ่อน เป็นนิสิตหน้าใสรั้วจุฬา ตอนทำกิจกรรมดึก ๆ คิดไรไม่ออก ก็ข้ามฝั่ง เดินตุปั๋ดตุเป๋ตัดอีกฟากของจุฬา ไปถึงสวนหลวงได้ไม่ยาก   แต่ตอนนี้ ต้องมาตั้งต้นที่สยามดิสฯ เป็นไงเป็นกัน ก็เดินกันไป ถามคนข้างทางไป แล้วก็สับสนกันไป เดี๋ยวสี่แยก เดี๋ยวเลี้ยวซ้าย แล้วเลี้ยวขวา เดินไปเจอสี่แยกก็เลี้ยวอีก... โอย สารพัดสารเพ เข้าใจกันบ้างมั้ย ช้านโง่แผนที่

          โชคดี คน(หน้าตา)ดี ผีคุ้ม ไม่นานก็มาถึงร้าน...

          เราไม่รอช้า เข้าไปนั่ง แล้วสั่ง "หมูเต๊ะมัน ๆ (สนุก ๆ) 20 ไม้"  ทันทีที่อาม่าคนขายได้ยินคำสั่งจากลูกค้าหน้าตางง ๆ สองคน ก็เกิดการตะโกนต่อไปเหมือนเสียงสะท้อนไปมาเกือบสิบหน "เอาหมูมัน ๆ เอาที่ติดมันเยอะ ๆ" โอย จะประจานกันไปถึงไหนกัน อายนะเฟ้ย ...  (ระหว่างนั่งรอหมูเต๊ะ ฝนซู่ใหญ่ก็ตกลงมา แต่ขอโทษ คงไล่ช้างอย่างฉันไม่ทันหรอก)

          ไม่กี่อึดใจ หมูเต๊ะหนุก ๆ 20 ไม้ก็โผล่หน้ามาเยือน หน้าตาอาจดูไม่จัดจ้านเท่าร้านหมูเต๊ะในตำนาน แต่รสชาติเกินบรรยาย มันมีรสชาติและกลิ่นเหมือนมีเครื่องเทศมากกว่า แต่ก็ไม่ได้แบบกินยาก เพราะเป็นร้านคนจีน รสชาติจึงดูนุ่ม ๆ อบอวล และแซบ (ยากจังบรรยายอาหารให้อร่อย)  อาม่าคนขายก็ช่างชวนคุย แค่ถามนิดเดียว ก็ตอบซะยาว แต่ก็สร้างบรรยากาศเป็นกันเองได้ดี  อาหารขึ้นชื่อของร้านอย่างอื่น (ตามคำโฆษณาของอาม่า) ก็มี ข้าวพระรามลงสรง ก๊วยเตี๋ยวคั่วไก และอื่น ๆ อีกหลายอย่าง  แต่วันนี้ ตั้งใจมาหลายร้าน เลยต้องอำลามาแค่นี้    

          จำได้ว่า สมัยก่อน (เมื่อ 7 ปีที่แล้ว) มานี่ต้องไปกินเต้าทึง ก็เดินหาสักพัก ความจำก็กลับมา สุดท้าย ได้เต้าทึงสองถุงกลับบ้าน  ผ่านมาหน่อย ก็เจอร้านขนม ที่คนมุงเยอะๆ  ไม่รู้หรอกอะไร แต่ก็หิ้วกลับบ้านมา 4 ชิ้น (น่าจะอร่อยนะ เห็นคนขายเอาของมาเติมตลอดเวลา)

          ด้วยการเดินทางที่เหนื่อยล้า เราสองคนเลยตัดสินใจลาจากตลาดสวนหลวง  แต่แล้วด้วยความหูตาไว ก็ไปเจอะเจอร้านน่ากินอีกแล้ว... ด้วยความไวปานกามนิตหนุ่ม เราสองคนก็ลอยเข้าไปในร้านแบบงง ๆ แล้วต่างคนก็ต่างสั่งเกาเหลาคนละจาน

          ยังไม่ทันได้ลิ้มชิมรสลูกชิ้น ตาก็เหลือบไปเห็นขวดน้ำปลาหน้าตาคุ้นตา จนอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมร้านค้าแต่ละร้านที่นี่ถึงใช้น้ำปลายี่ห้อเดียวกันหมด ที่สำคัญข้างขวดยังแปะกระดาระบุสถานที่จัดจำหน่ายว่า "มีขายที่สยามพารากอน เอ็มโพเรียม และ... (อีกมากหมายหลายห้างไฮโซ)"  ด้วยความสงสัย เลยเรียกเด็กในร้านมาถาม ก็ได้ความว่า มีใครไม่รู้ มาที่ร้าน แล้วเอาน้ำปลาขวดที่ว่ามาวาง โต๊ะละขวดสองขวด และคนนั้นก็เข้าทุกร้านในตลาด  และด้วยความอยากรู้อยากเห็นอีกครั้งว่า ไอ้น้ำปลาไฮโซนี่มันรสชาติยังไง จะเค็มนักหนา หรืออร่อยเลิศรส ด้วยความลืมตัว เทน้ำปลามาช้อนนึง แล้วซดฮวบเข้าไป  โอว พระเจ้าช่วยกล้วยทอด เค็มปี๋ เค็มแบบนรกจริงๆ  วันนี้เลยได้ข้อสรุปกลับมาเป็นกำไรชีวิตว่า น้ำปลาจะถูกจะแพงก็เค็มได้เหมือนกัน

เรื่องราวจาก http://www.oknation.net/blog/BaBaWiWi

25 September

ฮี่โร่ที่ซื้อได้ด้วยเงิน 40 บาท

          ใครที่ใช้บริการรถไฟฟ้า สถานีอ่อนนุช ตอนดึก ๆ สัก 3 - 4 ทุ่ม คงคุ้นตากับภาพยายแก่ ๆ คนหนึ่งที่บันไดรถไฟฟ้า กับกระด้งเก่า ๆ ใบหนึ่ง  บนกระด้งมีขนม ของดอง และพวงมาลัยไม่กี่พวงอยู่  ทุกครั้งที่ผ่านไป ยายมักก้มหน้าร้อยพวงมาลัย ท่าทางงก ๆ เงิ่น ๆ ชวนสงสาร 

          สำหรับหนุ่มสาวชาวคอนกรีต ที่เร่งรีบกับเวลา ไม่เว้นแม้แต่ตอนสามสี่ทุ่ม อาจจะไม่สังเกตเห็นภาพเหล่านี้  ฉันเองก็อาจเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น  กระทั่งวันนึง หลังจากตรากตรำทำงานจนดึก ด้วยความเร่งรีบอยากกลับบ้าน จึงตัดสินใจใช้บริการรถไฟลอยฟ้า  แล้วมาต่อรถที่ป้ายใต้สถานี  ระหว่างรอรถเมล์ ซึ่งดึก ๆ แบบนี้ กว่าจะมาสักคัน ก็นานแสนนาน  แต่ช่วงระยะเวลานั้น กลับทำให้เห็นภาพที่ไม่เคยสังเกต...

          ยายแก่ ๆ นั่งร้อยพวงมาลัย บางครั้งก็นั่งหาว แต่แกก็ไม่ย่อท้อ ค่อย ๆ ร้อยมะลิลงไปทีละดอก ๆ  หลังจากเต็มพวง ก็ใช้มีดตัดเชือก แล้วค่อย ๆ มัดเข้าด้วยกัน  หนุ่มสาววัยทำงานที่เดินผ่านไปผ่านมา ไม่มีใครสักคนที่จะแวะซื้อพวงมาลัยหรือขนมของยายเลย

          นั่นแหละ จุดเริ่มต้นของเรื่อง

          ทุกครั้งที่เห็นยาย ฉันจะต้องแวะซื้อพวงมาลัยบ้าง ขนมบ้าง ของดองบ้าง  บางทีก็ไม่รู้เหมือนกันว่า จะซื้อไปทำไม เพราะขนมเหล่านั้นก็ไม่ได้อร่อยอะไรนักหนา เมื่อเทียบกับขนมที่ขึ้นห้างขายกันเกลื่อน  แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันได้ ได้มากกว่าเงินค่าขนมหรือดอกไม้ที่เสียไป นั่นคือ รอยยิ้ม... ทุกครั้งที่ได้รับเงินจากลูกค้า มุมปากที่เคยเม้มเหยียดตรง จะยกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเล็ก ๆ เกิดขึ้น พร้อมกับคำ "ขอบคุณ" เบา ๆ  ยายไม่เคยเงยหน้าขึ้นมามองเลยว่า ลูกค้าคนนั้นสูงต่ำดำเตี้ยยังไง

          จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ฉันเห็นยายอยู่ตรงนั้นประจำ  กระทั่งหลัง ๆ ไม่ค่อยได้กลับบ้านทางนั้น เลยไม่ได้อุดหนุนยาย  แต่ถ้านั่งรถผ่าน เป็นต้องมองหายายอยู่เป็นประจำ ถึงฝนจะตก หรืออากาศหนาวแค่ไหน ยายก็นั่งอยู่ตรงนั้น  ยังนึกเสียดายที่ช่วงหลังไม่ได้กลับรถไฟฟ้า เลยไม่ได้เป็นลูกค้าของยายเลย

          กระทั่งศุกร์ที่แล้ว เพิ่งสังเกตเห็นยายมานั่งอยู่ที่อีกฝั่งของตอนดึก ๆ ยายมานั่งขายขนมสารพัด ไม่ว่าจะเป็น โดนัต ขนมปังหมูหยอง ขนมปังกระเทียม และอื่น ๆ  แต่ด้วยความเร่งรีบของเวลา ทำให้ไม่ได้ไปอุดหนุนยาย  แต่แล้ววันนี้ฟ้าดินเป็นใจ  ลงจากรถเมล์ ก็เดินย้อนกลับไป เพื่อซื้อขนมกับยาย  วันนี้ตั้งใจจะยิ้มให้ยายอย่างสวย ๆ แล้วเลือกเอาโดนัตเป็นสินค้าของเช้าวันนี้  พร้อมกับยื่นแบงก์ร้อยให้  ยายก็ยังคงก้มหน้าเหมือนเดิม แล้วพูดเบา ๆ ว่า

          "ไม่มีแบงก์ย่อยเหรอ"  ด้วยความฉงนว่า เอ๊ะ ขนมแค่ห่อละ 20 ทำไมยายไม่มีเงินทอน แต่แล้วทุกอย่างก็กระจ่าง ยายหยิบเงินทั้งตัวออกมา พบว่า มีแบงก์ยี่สิบ 2 ใบ กับเศษเหรียญสิบอีก 2 เหรียญ  ยายเงยหน้ามองหน้าฉัน แล้วถามเบา ๆ ว่า "เงินทอนไม่พอ เลือกขนมอีกสักอย่างได้มั้ย"

          ฉันไม่ลังเลที่จะหยิบขนมปังกระเทียมอีกห่อใส่ถุง พร้อมรับเงินทอน  ยายก็ยังยิ้มน้อยๆ เหมือนเดิม  ไม่รู้ว่า คิดไปเองหรือป่าว วันนี้ฉันเห็นยายยิ้มกว้างกว่าทุกวัน 

          เอาล่ะสิ ขนมสองห่อนี้ ทำไงดี ตอนซื้อน่ะไม่ได้คิดอะไร  กระทั่งสักพัก ก็แวบภาพคนสองคนขึ้นมา...

          พอถึงบริษัท ฉันยื่นขนมปังกระเทียม ให้กับ คุณลุงรปภ.จอมขยัน ที่มักส่งยิ้มทักทายให้พนักงานในบริษัทตลอดเวลา ไม่ว่าเช้า สาย บ่าย หรือเย็น  คุณลุงยิ้มดีใจปากกว้าง พร้อมเอ่ยปากขอบคุณ

          และเมื่อถึงชั้นที่ทำงาน ก็เจอเป้าหมายที่สอง  คุณป้าพนักงานทำความสะอาด ที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นาน  คุณป้าดูเป็นสาวต่างจังหวัด ด้วยสำเนียงเหน่อ ๆ ไม่ชัด ที่พยายามชวนใครต่อใครคุย  คุณป้าทำงานขยันขันแข็งตลอดเวลา และด้วยท่าทางที่พร้อมจะเรียนรู้งาน ทำให้ฉันรู้สึกประทับใจอยู่นิด ๆ เมื่อเทียบกับเด็กรุ่นน้องในออฟฟิศที่คิดว่า เกียรตินิยมที่ตัวเองได้มา เป็นเครื่องประดับบารมีและใหญ่คับฟ้า จนใครแตะไม่ได้  คุณป้าพนักงานทำความสะอาด ยอมให้เพื่อนทำงานรุ่นน้องสอนงาน ด้วยท่าทางอยากรู้และพร้อมเรียนรู้

          ฉันยื่นโดนัตให้คุณป้า  คุณป้าทำท่าตกใจมาก พอฉันเน้นย้ำอีกครั้งว่า ซื้อมาฝากป้าค่ะ เอาไว้กินให้อร่อยนะคะ  เท่านั้นแหละ ป้าฉีกยิ้มกว้าง แบบที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วยกมือไหว้ พร้อมกล่าวคำของคุณ

          ไม่น่าเชื่อว่า เงิน 40 บาท ที่ดูเล็กน้อยมาก กลับทำให้เกิดรอยยิ้มของคน 3 คน กับหัวใจเล็ก ๆ ที่พองโตขึ้นมาได้  ภูมิใจชะมัด วันนี้ใครที่ผ่านไปผ่านมาที่โต๊ะทำงานอาจรู้สึกประหลาด ที่เจ้าของโต๊ะนั่งยิ้มกับอะไรไม่รู้  ไม่รู้ล่ะ วันนี้ รู้สึกเหมือนเป็นฮีโร่ เป็นสุดยอดอัศวินเลยแหละ หุหุ

เรื่องราวจาก http://www.oknation.net/blog/BaBaWiWi

  

23 September

Talking about พี่ก้(ล)อง กับ น้อง(หมู)เต๊ะ

 

เอาละเหวย...

          หลังจากประหยัดอดออมหยอดกระปุกหมูน้อยตัวกลม จนเต็มได้ที่  ก็เร่งรี่ไปถอยพี่ก้(ล)องออกมา  หุหุ เกือบพลาดไป...

          และแล้ววันนี้ วันดี ถือฤกษ์ยามความตะกละเข้าครอบงำ คว้าพี่ก้(ล)องหัวฟู ไปถ่ายภาพหมู่ร่วมกับน้องหมูเต๊ะ  สำราญเบิกบานสุด ๆ

          ไปแวะเวียนหมูเต๊ะในตำนาน ที่ฝั่งท่าดินแดงก็หลายรอบ แต่ไม่เคยจะเฉลียวใจเลยว่า มันไปง่ายจิ๊ดเดียวเองนี่หว่า นั่งรถไฟฟ้าไปจนสุดสาย "สะพานตากสิน"  แล้วเดินต๊อก ๆ มาลงเรือข้ามฟากที่ท่าเป๊บซี่ ค่าเรือแค่ 3 บาท  จากนั้นเดินต่อไปหน่อย แล้วขึ้นรถเมล์สาย 6  รถวิ่งไม่ถึง 5 นาที ก็ถึงหมูเต๊ะในตำนาน

          ไปถึงก็ยืนงง ๆ เหมือนทุกที ปัญหาเดิม ๆ เริ่มเกิด  หมูเต๊ะมี 2 ร้าน แล้วจะกินร้านไหนดี  หลังจากเดินแวะชมกันไปมา ก็สรุปเอา "ร้านโอวกี่" ที่ดูนั่งสบาย  เริ่มประเดิมรอบแรก "พี่ หมูมัน ๆ 15"

 

          ระหว่างรอหมูเต๊ะมาส่ง ก็เมาธ์กันไปตามประสาสาว ๆ ช่างเมาธ์สองคน (ทริปนี้ ผู้ร่วมทริปคือ เก๋ ผู้ที่ประกาศก้องว่า "พี่ เก๋ไดเอต วันนี้กินแค่ 2 ไม้"

          เมื่อเวลาผ่านไป หมูเต๊ะมาส่ง... คราวนี้ต้องสงบจิตสงบใจอย่างแรงกล้า เพราะตั้งใจมาถ่ายหมูเต๊ะ (เอ้ย! ลองกล้อง)  แต่กดได้ไม่กี่รูป ก็ไม่เอาดีก่า กินเหอะ  และแล้ว...บทสนทนาทุกอย่างก็จบลง ไอ้เรื่องที่เมาธ์อย่างออกรสชาติเมื่อ 5 นาทีก่อน เป็นอันยุติ ณ เวลานี้แล้ว ไม่มีการแบ่งพี่แบ่งน้อง ไร้มิตรไร้ศัตรู สองสาวขาเมาธ์ กลายสภาพเป็นสองสาวขาหม่ำ  และแล้ว เหตุการณ์น่าฉงนก็เกิด...

          หมูเต๊ะ 15 ไม้หมดไปในพริบตา  พลทหารหมูเต๊ะผลัดสอง เข้าประจำการ

          เหตุการณ์ก็ซ้ำรอยเดิม เหมือนหมูล่องหนหายตัวได้ เผลอแวบเดียว เกลียงอีกแล้ว พร้อม ๆ กับเสียงถอนหายใจที่ดังมาจากฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ "เฮ้อออ อิ่มจังพี่วิ"

          ชักเริ่มสงสัยว่า คุณน้องอาจนับเลขผิด เพราะปริมาณไม้หมูเต๊ะที่วางอยู่ฝั่งคุณน้องนั่น มันไม่ใช่ 2 แน่ ๆ  เอ๊ะ! หรือว่า ช้านเข้าใจผิดเอง จริง ๆ ไอ้ 2 ที่ว่านี่ อาจหมายถึง "เก๋จะกินทีละ 2"...

          ...

          เอ่อ... เหมือนผิดประเด็น ว่าจะเล่าเรื่องพี่ก(ล้)อง ไหงลืมตัวไปเรื่องน้องหมูได้หว่า  แต่เอาเหอะ สรุปว่า อิ่มอีกแล้ว ส่วนภาพที่ได้ ยังเบลออยู่ สงสัยต้องมีคราวหน้า ในอีกไม่ช้า ที่จะต้องไปฝึกถ่ายน้องหมูต่อ

 

มุมระหว่างรอข้ามเรือท่าเป๊บซี่... รสชาติของคนรุ่นใหม่ (เบลอไปนิด แต่แสงแบบนี้แหละที่ชอบ)

 

ขากลับ ข้ามฟากมาคนเดียว อีกมุมที่ท่าเรือ

 เรื่องราวจาก http://www.oknation.net/blog/BaBaWiWi

19 September

พี่ก้(ล)อง กับเรื่องไร้สาระ (สำหรับบางคน)

ในที่สุดก้ได้เจอพี่ก้(ล)องแล้วว
    ต้องหาทางลองของให้ได้ หุหุ
 
    เคยคิดว่า ถ้าได้สิ่งที่เฝ้ารอมานานแล้ว คงจะดีใจสุด ๆ คงจะนั่งมองนั่งเฝ้ามัน  แต่คืนนี้กลับไม่เป็นแบบนั้น...
 
    ใครคนนึงกลับมาสะกิดแผลให้มันแตกออก แล้วเลือดก็ไหลออกมาอีกจนได้ 
 
    แปลกจริงนะคนเรา... ทำไม มันเป็นเรื่องจริงไม่ใช่เหรอ ที่ไม่ควรประมาทกับชีวิต
    เรามีวันนี้ ก็ใช่ว่าจะมีวันพรุ่งนี้
    วันนี้เรามีใครบางคนอยู่ข้างตัว  แต่จะรู้ได้ไงว่า พรุ่งนี้ เค้าจะยังอยู่กับเรา
    คงไม่มีอะไรดีไปกว่า การที่เราจะทำอะไรเพื่อคนที่เรารัก ตั้งแต่วันนี้ เวลานี้ ก่อนที่เค้าหรือเราจะจากกันไป  เมื่อถึงเวลานั้นแล้ว ต่อให้ตะโกนให้ดังแค่ไหน คนที่จากไป ก็คงไม่ได้ยิน  ต่อให้เราพร่ำบอกรัก หรือระบายความในใจเท่าไร ก็คงสูญเปล่า
 
    แต่ทำไมคำพูดเหล่านี้สำหรับใครบางคน กลับกลายเป็น "ยัดเยียดความกลัวให้"  นี่ไม่ใช่ความหวังดี จากใครคนนึง ที่จะส่งต่อหา ใครอีกคนที่ยังอยู่ในใจหรอกเหรอ...
    คงต้องรอให้ใครสักคนห่างหายตายจากไป  ใครอีกคน ก็อาจจะหันกลับมาเห็นความจริงใจที่มีให้  หรือโชคร้าย สิ่งเหล่านี้ อาจกลายเป็นเพียงเรื่องไร้สาระไป
 
ขอโทษนะ พี่ก้(ล)อง  สัญญาว่า อีกไม่กี่วัน เราจะกลับมารัก กลับมามองกันอีก
(แล้วถ้าไม่มีวันพรุ่งนี้ล่ะ ทำไงดี...)
18 September

...และแล้วก็ยังไม่ได้ซื้อกล้องซะที

...และแล้วก็ยังไม่ได้ซื้อกล้องซะที

     หลังจากอดทน ก้มหน้าก้มตาทำงาน เก็บหอมรอมริบ อดข้าวอดน้ำอดขนม จนมีเงินพอซื้อกล้อง 

     หลังจากผ่านพ้นอุปสรรคนานัปการมาร่วมสามเดือน แทนที่เทวดาฟ้าดินจะเห็นใจและสงสาร กลับดลบันดาลให้ฝนตกลงมาห่าใหญ่

     เฮ้อ เอาฟระ พรุ่งนี้ยังมี ให้มันรู้ไปว่า ความพยายามและมุ่งมั่นของมนุษย์จะสู้ฟ้าดินไม่ได้

     พี่ ก้ (ล) อง จ๋า อีกไม่นานเราก็จะได้เจอกันแล้วนะจ๊ะ รออีกนิด หุหุ

ปล. วันนี้ประหยัดค่าหมูเต๊ะไปได้ 2 ชุด เกือบได้ค่ารถไปตะลอนละ

09 September

ถนนทางเดิน & นักเดินทาง

ร้างลาการเขียนอยู่นานนม กลับมาอีกที ด้วยความสับสน เฮ้อ...
     อยู่ ๆ ก็เบื่อ ๆ หน่าย ๆ ไม่รู้เป็นเพราะอะไร แต่เหมือนหมดทางซะอย่างงั้น
     เส้นทางข้างหน้าก็คงมีนั่นแหละ แต่ทำไมเวลานี้เหมือนมองไม่เห็นซะอย่างนั้น  อาจเพราะความท้อแท้จำเจในชีวิต ที่มันเหมือนเดินตามเส้นทางเดิม ๆ ทางตรง ๆ แคบ ๆ เดินไปเรื่อย ๆ ไร้สรรพเสียงนกกา ไร้สีสันแห่งบุปผชาติ กรวดหินที่มีรายเรียงบนถนน ก็ซีดขาวไร้ชีวิต เฮ้อ
     นึก ๆ ดูระหว่างทาง บางครั้งก็สับสน ไม่รู้ว่า เดินไปเพื่ออะไร ทำไมไม่หยุดนิ่งอยู่ข้างทาง แวะระบายสีก้อนหิน หรือเฝ้ารอดุ เผื่อจะมีนกกาบินผ่านมาบ้าง  บางครั้งก็งุนงง อยากรู้ว่าปลายทางคืออะไร  สวรรค์ ฤานรก  หรือว่า ความจริงแล้ว ไม่มีปลายทางข้างหน้าที่รออยู่  ทางเดินเส้นนี้อาจทอดยาวไปเรื่อย ๆ โดยไร้สรรพสิ่งให้แวะมอง ให้หย่อนใจ 
     ทางเดินที่ยังทอดยาว กระเป่าใบโตที่แบกอยู่ แต่เมื่อแวะข้างทางเปิดออกดู กลับพบแต่ความว่างเปล่า หรือความจริงแล้ว (สัม) ภาระที่แบกอยู่จริง ๆ แล้ว เป็นสิ่งที่คิดไปเองว่ามันมี มันหนัก  แท้จริงแล้ว คนเดินทางสร้างมันขึ้นมาเอง เฮ้อ รู้ทั้งรู้ ยังทิ้งกระเป๋าใบโตที่หนักอึ้งได้สักที ยังคงแบกมันไว้บนหลัง แล้วก้มหน้าเดินต่อไป
 
     ... คนเดินทางก็ยังต้องเดินทางต่อไป
     เหนื่อยนักคงต้องแวะพัก สร้างสีสันให้ชีวิต ระบายสีให้ทางเดินและก้อนหิน ไร้เสียง ก็ฮัมเพลงผิวปาก สร้างเสียงจากตัวตน  ไร้เพื่อนร่วมทาง คงต้องอาศัยเงาเป็นมิตรร่วมทาง
     ... คนเดินทางก็ยังต้องเดินทางต่อไป
     อย่ามามัวท้อถอย สิ้นหวัง ปล่อยชีวิตไร้ความหมาย ไม่ต่างจากเศษฟางหุ่นไล่กา
 
     (เฮ้อ... รู้ทั้งรู้ แต่ก็ยังเหมือนเดิม)
 
Foto 1 von 43
Es wurden noch keine Listenelemente hinzugefügt.